วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รักษาโรคความดันโลหิตสูง เริ่มต้นที่ตนเอง

 

ไม่ว่าใครก็ต้องหาทางป้องกันตนเองจากโรคร้าย โรคความดันโลหิตสูงก็เช่นเดียวกัน จากข้อมูลทางการแพทย์ สรุปได้ว่าการปฏิบัติต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้

• การลดน้ำหนัก เพราะจากสถิติผู้ที่น้ำหนักมาก จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากว่าคนอื่น และเป็นความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงอื่นๆอีกด้วย

• การลดปริมาณเกลือในอาหาร เพราะเกลือทำให้น้ำคั่งอยู่ในร่างกายและหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และหัวใจต้องรับภาระการทำงานหนัก

• การงดหรือลดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและยังช่วยควบคุมน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

 

หรือข้อสรุปง่ายๆของการรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา

  1. การลดอาหารเค็ม
  2. การลดน้ำหนักตัวถ้ามีภาวะอ้วน
  3. การงดสูบบุหรี่
  4. การลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  5. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  6. การรับประทานผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากนม และอาหารที่มีไขมันต่ำเป็นประจำ

เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถควบคุมความดันโลหิต เพื่อสุขภาพที่ดี ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่างๆได้แล้ว

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อาการที่แสดงออกว่าโรคความดันโลหิตสูงดำเนินไปมากแล้ว

โรคความดันโลหิตสูงมีผลเสียต่อร่างกายอย่างไร

เนื่องจากในภาวะโรคความดันโลหิตสูงแรกๆนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการบอกให้ทราบหรือเป็นสัญญาณเตือนใดๆเลย ทำให้ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ทำให้ไม่ได้รับการรักษา หรือไม่เห็นความสำคัญในการควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วมีอาการแสดงให้รู้ นั่นหมายความว่าโรคความดันโลหิตสูงได้ดำเนินไปมากแล้ว และอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคแทรกซ้อนที่เริ่มก่อตัวในร่างกายของคุณ โรคนี้ยิ่งเป็นรุงแรงและเป็นนานเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนมากเท่านั้น ได้แก่

  1. หลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
  2. กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว
  3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลว
  4. หลอดเลือดสมองตีบตันหรือแตก
  5. หลอดเลือดแดงที่ขาหรือแขนตีบตัน
  6. หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หรือปริแยก
  7. ไตเสื่อมและไตวายเรื้อรัง

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่รับประทานยาลดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอและควบคุมพฤติกรรมการใช้ชีวิตนิดหน่อย จะลดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

นอกจากการใช้ยาลดความดันโลหิตแล้ว การปรับปรุงพฤติกรรมประจำวันจะช่วยให้การรักษาโรคความดันโลหิตสูงได้ประสิทธิภาพดีและเห็นผลรวดเร็วขึ้นอย่างมาก

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงโดยไม่ใช้ยา

  1. การลดอาหารเค็ม
  2. การลดน้ำหนักตัวถ้ามีภาวะอ้วน
  3. การงดสูบบุหรี่
  4. การลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  5. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  6. การรับประทานผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากนม และอาหารที่มีไขมันต่ำเป็นประจำ

เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถควบคุมความดันโลหิต เพื่อสุขภาพที่ดี ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่างๆได้แล้วนะ

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

 

แม้โรคความดันโลหิตสูงจะมีผู้ป่วยจำนวนมากและเป็นสาเหตุของโรคร้ายมากมาย แต่จริงๆแล้วโรคความดันโลหิตสูงสามารถรักษาและป้องกันได้ถ้าเรามีความใส่ใจสุขภาพ

จากข้อมูลทางการแพทย์ สรุปได้ว่าการปฏิบัติต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้

• การลดน้ำหนัก เพราะจากสถิติผู้ที่น้ำหนักมาก จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากว่าคนอื่น และเป็นความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงอื่นๆอีกด้วย

• การลดปริมาณเกลือในอาหาร เพราะเกลือทำให้น้ำคั่งอยู่ในร่างกายและหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และหัวใจต้องรับภาระการทำงานหนัก

• การงดหรือลดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและยังช่วยควบคุมน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ

แต่เมื่อมีโรคความดันโลหิตสูงแล้ว หากการปรับพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ไม่เพียงพอโดยไม่สามารถป้องกัน หรือควบคุมความดันโลหิตให้กลับเป็นปกติหรืออยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการ ก็คงมีความจำเป็นต้องใช้ยาลดความดันโลหิต และในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางรายอาจต้องใช้ยามากกว่า 1 ชนิด การควบคุมความดันโลหิต เพียงแค่รับประทานยาให้ตรงเวลาเท่านั้น จะมีผลต่อดีสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด ช่วยลดอัตราตายจากโรคร้ายต่างๆเช่น ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจร้อยละ 25 ภาวะหัวใจวายร้อยละ 50 และโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 35 นอกจากการควบคุมความดันโลหิตสูง การควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็มีความสำคัญเพราะระดับคลอเลสเตอรอลที่สูงในเลือด การสูบบุหรี่ และโรคเบาหวาน ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจทั้งสิ้นเพราะจะเร่งให้เกิดการทำลายต่อหัวใจ และหลอดเลือดจากความดันโลหิตสูง ดังนั้น จึงต้องรักษา และควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย

โรคความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่ชัดเจน ดังนั้น หากไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง ท่านจึงควรจะต้องรับการตรวจวัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ทราบข้อมูลทางสุขภาพ การควมคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่พึงประสงค์ได้ทันเวลา จะเพิ่มอายุยืนยาวให้แก่ชีวิตที่เป็นสุขได้ และไม่ต้องทรมานกับโรคร้ายอื่นๆ

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โรคความดันโลหิตสูงกับการกินเค็ม

เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินว่าการบริโภคอาหารรสเค็มจัดเป็นประจำ เกี่ยวข้องและถือว่าเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและอาจทำให้ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเกิดความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างเฉียบพลันได้
การกินอาหารรสเค็ม นอกจากจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นได้จริงอย่างที่รู้กันแล้ว การกินเค็มยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนและตอ้งเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากเกลือจะลดประสิทธิภาพของยาลดความดันโลหิต และยังมีผลต่อการทำงานของหัวใจและไตด้วยให้ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดเกลือที่คั่งมากเกินไปด้วย
ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด เช่น ไข่เค็ม  กะปิ ปลาเค็ม หากเคยรับประทานเค็มเป็นประจำ ลองค่อยๆ ลด และพยายามเลิกการเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรสต่างๆ ลงในอาหารทุกมื้อ และไม่ควรดื่มสุรามากเกินไปด้วย ในทางกลับกันเพื่อสุขภาพที่ดี ควรเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้สด มีประโยชน์ต่อร่างกายมากๆ
แต่ในปัจจุบันพบว่าเราบริโภคอาหารเค็มเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เพราะอาหารปรุงสำเร็จที่ได้รับความนิยมมากขึ้น และแต่ละชนิดมักจะมีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่มากเกินที่เราควรรับประทานในแต่ละวัน ปกติแล้วจากข้อมูลสุขภาพ ควรบริโภคเกลือเพียงวันละ 1 ช้อนชา หรือเพียงไม่เกิน 6 กรัมเท่านั้น การวัดปริมาณเกลือที่บริโภคเข้าสู่ร่างกายนั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ได้ผลเป็นที่น่าเชื่อถือ คือ การเก็บปัสสาวะมาตรวจ จากผลการตรวจจากตัวอย่างหลายๆคน พบว่าปัจจุบันเราบริโภคเกลือเฉลี่ยสูงถึง 9 กรัมต่อวัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และควบคุมความดันโลหิตได้ค่อนข้างยาก จึงอาจก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและผลเสียอื่นๆ ตามมาในระยะยาวได้
โรคความดันโลหิตสูง จัดเป็นโรคเรื้อรัง ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควบคุมความดันโลหิตได้ง่ายๆได้ด้วยยาลดความดันโลหิต วัตถุประสงค์หลักก็เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอัมพาต ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดหัวใจ และไตวายเรื้อรัง ที่มักเกิดเสมอกับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตหิตไม่ได้ การรักษาด้วยยาควรร่วมกับการแนะนำให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ลดการกินเค็ม ซึ่งจะมีผลช่วยลดความดันโลหิตเสริมจากการใช้ยา

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

โรคความดันโลหิตสูง คืออะไร มีความรุนแรงแค่ไหน


โรคความดันโลหิตสูง กลายเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในคนปัจจุบันโดยเฉพาะในสังคมเมือง จนอาจพูดได้ว่าคนทุกคนมีภาวะความดันโลหิตสูงแต่อาจจะเป็นอย่างเฉียบพลันไม่เรื้อรัง หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ต้องทานยาไปตลอดชีวิต คนส่วนใหญ่ที่มีโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว เมื่อรู้ตัวว่าเป็นส่วนมากก็จะไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือได้รับการรักษาแต่ก็ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร เนื่องจากต้องทานยาทุกวันไปตลอดชีวิต ส่วนหนึ่งอาจเพราะโรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจไม่กระตือรือร้นที่จะควบคุมอาการของโรคความดันโลหิตสูง จะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มสนใจและรักษา ซึ่งตอนนั้นความดันโลหิตสูงก็จะลดลงได้ยากแล้ว เนื่องจากร่างกายมีภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นยิ่งกว่าเดิม ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ทางที่ดีที่สุดของการรักษาโรคความดันโลหิตสูงคือการควบคุมความดันโลหิตให้ปกติอย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่มีอาการ สามารถลดโอกาสเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

ระดับความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูง

  • โรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 เป็นความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก ค่าความดันโลหิตที่วัดได้จะอยู่ระหว่าง 140-159/90-99 มม.ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 2 ความดันโลหิตสูงระยะปานกลาง ค่าความดันโลหิตที่วัดได้จะอยู่ ระหว่าง 160-179/100-109 มม.ปรอท
  • ระดับที่ 3 โรคความดันโลหิตสูงระยะรุนแรง ค่าความดันโลหิตมากกว่า 180/110 มม.ปรอท ซึ่งเสี่ยงมากต่อการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลันต้องได้รับการรักษาโดยลดความดันโดยด่วน
การวัดความดันโลหิตควรจะวัดขณะนอนพัก ควรวัดซ้ำ 2-3 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นความดันโลหิตสูงจริงๆ

อาการของโรคความดันโลหิตสูง


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคความดันโลหิตสูง

  • หัวใจของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต้องรับภาระการทำงานที่หนักขึ้นเนื่องจากต้องบีบตัวสู้แรงดันภายในหลอดเลือดให้แรงขึ้น ทำให้ผนังหัวใจหนาตัวขึ้นเรื่อยๆและถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะเกิดการยืดออกและเสียความสามารถในการทำหน้าที่คือการบีบตัว โดยมากแล้วผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ละเลยการควบคุมความดันโลหิตจะทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด
  • ความดันโลหิตสูงเพิ่มความเีสี่ยงของการเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตกได้เป็นอย่างมาก เพราะในหลอดเลือดผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้นตึงตัวตลอดเวลา เส้นเลือดแตกทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ 
  • โรคความดันโลหิตสูงทำให้เลือดอาจไปเลี้ยงไตไม่พอ เนื่องจากภาวะหลอดเลือดเสื่อมโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมาเป็นเวลานานมากๆ ทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ที่สำคัญภาวะไตวายจะยิ่งทำให้โรคความดันโลหิตสูงแย่ขึ้นอีก เนื่องจากไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้
  • โรคความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆจากการถูกแรงดัน อาจมีเลือดที่จอตาบ่อยๆ ทำให้ประสาทตาเสื่อมอย่างรวดเร็ว ตามัวลงเรื่อยๆ ในที่สุดตาอาจบอดได้

อาการของผู้ป่วย

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย หรืออาจจะพบว่ามีอาการปวดหัวบ่อยๆ มึนงง เวียนศีรษะ และเหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับ
ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 2 กรณีด้วยกันคือ
  • กรณีที่ 1 ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง ได้แก่ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองแตก
  • กรณีที่ 2 ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดแดงตีบหรือตัน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หลอดเลือดสมองตีบ เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือหลอดเลือดแดงในไตตีบมากถึงขั้นไตวายเรื้อรังได้
จากข้อมูลทางการแพทย์ที่เก็บรวบรวมมาเป็นระยะเวลานานได้สรุปและระบุไว้ว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาหรือละเลยในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงจะเสียชีวิตด้วยสาเหตุจากหัวใจวายถึง 60-75 % , เสียชีวิตจากเส้นเลือดฝอยในสมองอุดตัดหรือแตกเฉียบพลันถึง 20-30 % และสุดท้่ายผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจะเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 %

ปัจจัยที่มีผลต่อโรคความดันโลหิตสูง ลดความดันโลหิตอย่างตรงจุด


มีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อโรคความดันโลหิตสูง ที่ทำให้ความดันสูงขึ้นหรือต่ำลง ซึ่งผู้ป่วยโรคความดันโลหิตควรระมัดระวังและใส่ใจในการดูแลตนเองเพื่อควบคุมโรคความดันโลหิตสูง ให้กลับเป็นปกติป้องกันโรคแทรกซ้อนอื่นๆอีกมากมาย

โรคความดันโลหิตสูงเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยและพฤติกรรมต่างๆต่างๆ ดังนี้
  1. อายุมีผลโดยตรงต่อโรคความดันโลหิตสูง โดยส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นตามธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น คนคนเดียวกันขณะอายุ 18 ปี มีความดันโลหิต  120/80 มม.ปรอท แต่เมื่อสูงอายุขึ้นเช่นอายุ 70 ปี ครวจพบว่าความดันโลหิต อาจมีค่าสูงขึ้นเป็น 150/90 แม้โดยมากจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่าอายุมากขึ้นจะต้องเป็นโรคความดันโลหิตสูงเสมอไป บางคนแม้อายุจะมากขึ้น แต่ค่าความดันโลหิตอาจมีค่า 120/80 เท่าเดิมก็ได้
  2. สภาวะทางจิตใจและอารมณ์ของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง พบว่ามีผลต่อความดันโลหิตเป็นอย่างมาก ความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงที่พบบ่อยที่สุดคือความเครียด เพราะความเครียดอาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอทเลยทีเดียว และในขณะที่พักผ่อนความดันโลหิตสูงก็จะสามารถกลับมาสู่ความดันโลหิตภาวะปกติได้ อีกประการหนึ่งเมื่อรู้สึกเจ็บปวดก็อีกสาเหตุหลักหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นเฉียบพลันได้เช่นกัน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงควรระวังที่จุดนี้ไว้ด้วย
  3. เวลาระหว่างวัน ความดันโลหิตจะขึ้นๆ ลงๆได้ และมักไม่เท่ากันตลอดวัน โดยมากความดันโลหิตจะสูงขึ้นเรื่อยๆและจะต่ำลงเมือ่หยุดทำงานและได้เวลาพักผ่อนในยามค่ำคืน ตัวอย่างเช่น ในตอนเช้าความดันซิสโตลิกอาจจะวัดได้ 130 มม.ปรอท ขณะที่ ตอนช่วงบ่ายอาจวัดได้ถึง 140 มม.ปรอท แต่ในขณะนอนหลับความดันโลหิตก็จะต่ำลงมากเป็นภาวะพักผ่อน อาจวัดความดันโลหิตได้ต่ำถึง 100 มม.ปรอท เป็นต้น
  4. ปริมาณเกลือที่รับประทานเข้าไปในอาหารแต่ละมื้อส่งผลโดยตรงต่อโรคความดันโลหิตสูง ดังที่ได้ยินว่าคนชอบกินเ็ค็มเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เป็นที่แน่นอนทางการแพทย์แล้วว่าผู้ที่รับประทานเกลือมากจะมีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่รับประทานเกลือน้อย ตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นตอนเหนือรับประทานเกลือมากกว่า 27 กรัม/วัน มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงถึง 39% ส่วนชาวญี่ปุ่นตอนใต้รับประทานเกลือวันละ 17 กรัม/วัน เป็นมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพียง 21% และการรับประทานเกลือมากระหว่างวันก็ทำให้ความดันโลหิตสูงเฉียบพลันได้
  5. เพศ พบว่าเพศชายจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าเพศหญิง
  6. พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่มีบิดาและมารดา เป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัว สิ่งแวดล้อม ที่เคร่งเครียด ก็ทำให้มีแนวโน้มการเป็นโรคความดันสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
  7. สภาพภูมิศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าในสังคมชนบท อาจเพราะสภาพสังคมที่แออัด เร่งรัด มีการแข่งขันสูง และต้องอยู่ในภาวะกดดันและเครียดมากกว่าในสังคมชนบท
  8. เชื้อชาติ พบว่าชาวแอฟริกันอเมริกันมีความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว

[แก้]